นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มี.ค.64 ที่สำรวจกลุ่มตัวอย่าง 2,249 คนว่า ดัชนีทุกรายการปรับตัวลดลง โดยดัชนีความเชื่อมั่น ผู้บริโภคเดือน มี.ค.64 อยู่ที่ 48.5 ลดจาก 49.4 ในเดือน ก.พ.64 ดัชนีความเชื่อมั่นในปัจจุบัน อยู่ที่ 32.9 ลดจาก 33.7 ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคต อยู่ที่ 55.8 ลดจาก 56.8 ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่น เกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 42.5 ลดจาก 43.4 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการหางานอยู่ที่ 45.3 ลดจาก 45.1 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 57.7 ลดจาก 58.7
สาเหตุที่ทำให้ดัชนีทุกรายการปรับตัวลดลง มาจากความกังวลต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ ที่จะกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน และส่งผลกระทบในเชิงลบอย่างมากต่อกำลังซื้อภายในประเทศ และภาคการท่องเที่ยว ภาคการส่งออก ธุรกิจโดยทั่วไปและการจ้างงานในอนาคต ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีปัญหาการเมืองที่ยังไม่นิ่ง ทั้งในสภาและนอกสภา ที่อาจส่งผลให้ไทยต้องเผชิญกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองเหมือนอดีตที่ผ่านมา แม้มีปัจจัยบวกในเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ ทั้งเราชนะ เรารักกัน คนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน
สำหรับปัญหาของการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์อังกฤษ ซึ่งมีการแพร่เชื้อที่รวดเร็ว และ กระจายเป็นวงกว้างนั้น แม้การสำรวจดัชนีความเชื่อมั่น ในเดือน มี.ค.64 ยังไม่ได้รวมการแพร่ระบาดล่าสุด โดยเฉพาะคลัสเตอร์ทองหล่อ แต่คาดว่าการระบาดรอบใหม่นี้ จะส่งผลให้การจับจ่าย การบริโภคใน ภาพรวมลดลง 5-10% ของมูลค่าใช้จ่ายปกติ หรือมูลค่า หายไป 30,000-50,000 ล้านบาท เพราะประชาชนกังวลมากขึ้น และชะลอการใช้จ่าย แต่หากมีการล็อกดาวน์ ความเสียหายน่าจะมากกว่านี้ ส่วนการเพิ่มพื้นที่สีแดงอีก 5 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ และนครปฐมนั้น น่าจะทำให้เงินสะพัดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 7 วันหายไป 3,000-5,000 ล้านบาท แต่หวังว่าการระบาดรอบใหม่นี้ รัฐบาลจะสามารถคุมสถานการณ์ได้ภายใน 1-2 เดือน
ขณะเดียวกัน ศูนย์ยังได้จัดดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยเดือน มี.ค.64 ที่สำรวจความคิดเห็นต่อภาคธุรกิจและหอการค้าทั่วประเทศ 369 ตัวอย่าง วันที่ 23-29 มี.ค.64 โดยพบว่า ดัชนีอยู่ที่ระดับ 30.7 เพิ่มขึ้นจาก 29.6 เดือน ก.พ.64 สำหรับปัจจัยที่ทำให้ดัชนีปรับเพิ่มขึ้น คือ การแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ หรือคลัสเตอร์บางแค ปทุมธานี เริ่มคลี่คลายลง ทำให้ประชาชนเริ่มกลับมาดำเนินชีวิตได้เกือบปกติ, ภาครัฐดำเนินมาตรการเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในโครงการคนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน เราชนะ และเรารักกัน, แผนการกระจายวัคซีนเป็นรูปธรรมมากขึ้น และจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันเริ่มลดลง เป็นต้น
แหล่งข่าว หอการค้าไทยชี้โควิด “คลัสเตอร์ทองหล่อ” ทำเงินหายวับ 5 หมื่นล้านบาท, ไทยรัฐ, 09 เม.ย. 2564